จะก้าวหน้าในหน้าที่การงานยังไง ถ้าเจอเจ้านายไม่เก่ง

Share this article with other mums

เพื่อนแย่ แฟนไม่ดี เลิกคบได้ แต่เจอเจ้านายไม่เก่ง จะทำยังไง

ผ่านพ้นช่วงเวลาร่อนประวัติสมัครงาน นั่งลุ้นว่าบริษัทจะโทรเรียกสัมภาษณ์ไหม ในที่สุดก็มีถูกเรียกไปพูดคุย ดูรายละเอียดเนื้องาน สำรวจบรรยากาศองค์กร แล้วก็ถูกใจได้ตกลงเรื่องเงินเดือนค่าตอบแทน เซ็นสัญญา และในที่สุด คุณก็สามารถป่าวประกาศให้โลกรู้ได้อย่างเป็นทางการว่า “ได้งานจ้า”

 

เจ้านายไม่เก่ง happy co workers work working space meeting office

ฟังดูเหมือนตอนจบของเรื่องนี้ จะเหมือนกับนิทานที่ลงท้ายว่า “แล้วทั้งสองก็ครองรักกัน อย่างมีความสุขนับแต่นั้นเป็นต้นมา” แต่นั่นเป็นแค่สเตปแรก เพราะพอเข้าไปทำงานจริง คุณต้องเจอกับอะไรมากมาย หนึ่งในความท้าทายที่หลายคนเจอ แต่ไม่ค่อยพูดกันคือ เจ้านายหรือหัวหน้าไม่เก่ง !

ขยายคำว่า เจ้านายไม่เก่ง สักหน่อย แรกๆ ที่เข้ามาทำงาน เราจะดูไม่ออกว่า เจ้านายทำงานเก่งหรือไม่เก่ง ต้องใช้เวลาคลุกคลีกันสักพัก ถึงจะเริ่มรู้สึกได้ ลักษณะร่วมกันที่เจ้านายประเภทนี้มีคือ

1. สอนงานไม่เป็น

2. ไม่สามารถควบคุมลูกน้องให้ทำงานตามเป้าหมายได้

3. ไม่ชัดเจนเรื่องการบริหาร เป้าหมายของงาน ที่มอบหมายให้ผู้ใต้บังคับบัญชา

4. ไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ เมื่อลูกน้องทำงานไม่ได้ตามเป้าหมาย

5. อะลุ่มอล่วยเกินไป ขาดความเข้มงวด โดยเฉพาะกับงานที่มอบหมายให้คนอื่นไปทำให้สำเร็จ

ดังนั้น เจ้านายอ่อนด๋อย กับ เจ้านายนิสัยไม่ดี เป็นคนละเรื่องกัน ถ้าหลวมตัวมาร่วมงาน ทำงานให้เขาไปแล้ว ก็มีอยู่ วิธีที่คุณจะเอาตัวรอด ทำงาน และก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ตามที่หวังไว้ตอนสมัครเข้ามา

เคลียร์กับตัวเองว่าองค์กรจ้างคุณมาทำอะไร

สิ่งนี้จะอยู่ในส่วนของ ขอบข่ายการทำงาน หรือ Job Descriptions ข้อมูลนี้ส่วนใหญ่ก็จะระบุอีกครั้งเป็นลายลักษณ์อักษร ในสัญญาจ้างงาน ที่คุณต้องมีเก็บไว้ชุดหนึ่ง ในฐานะคู่สัญญา

คัดลอกหรือพิมพ์รายละเอียดการทำงาน แยกออกมา อ่านให้เข้าใจ หรือแปะไว้ข้างโต๊ะทำงาน หรือที่ที่คุณมองเห็น จะได้ระลึกไว้ในใจเสมอว่า บริษัทจ่ายเงินจ้างคุณมาทำอะไร

แจกแจงสิ่งที่ต้องทำอย่างละเอียด แล้วลงมือทำ

เอาขอบข่ายการทำงาน มาคลี่ดูทีละข้อว่า ต้องทำอย่างไรบ้าง เช่น ทำงานบาริสต้า ต้องชงกาแฟให้ได้ทุกเมนูที่มีในร้าน ตามสูตรของร้าน คุณก็กางเมนูออกมาเลยว่า มีกาแฟอะไรบ้าง แล้วลงมือชง สำคัญมากว่า “ต้องกำหนดเป้าหมายชัดเจนด้วย” ว่า คุณจะชงกาแฟให้ได้เป๊ะตามสูตรโดยไม่ดูโพย กี่เมนู ในเวลากี่วัน แล้วทำให้ได้ตามนั้น พอพิชิตเป้าหมายนี้ได้แล้ว ก็ขยับไปเป้าหมายอื่นเรื่อยๆ

ทุ่มเทมากกว่าปกติ

จริงอยู่ว่า แต่ละองค์กรจะกำหนดเวลาการทำงานไว้ ส่วนมากก็อยู่ที่ 8-9 ชม. ต่อวัน ระยะหลัง หลายที่ยังยืดหยุ่นเรื่องวิธีการทำงาน ให้ทำอย่างไรก็ได้ ขอแค่ให้งานเสร็จ ดูผลลัพธ์อย่างเดียว

แต่การที่คุณเพิ่งเริ่มเข้ามาทำงานใหม่ ในองค์กรที่ไม่คุ้นเคย บางคนเพิ่งเรียนจบ หรือเปลี่ยนสายงาน เพิ่มเวลาทำงานต่อวัน เพื่อเรียนรู้เนื้องานเป็นสิ่งที่ดี เช่น หลังเลิกงานกลับถึงบ้าน ใช้เวลาสักครึ่งชม. ถึง 2 ชม. เปิดงานที่ผ่านมาของบริษัท คนในตำแหน่งเดียวกับเราทำอะไรบ้าง ผลงานที่ดีที่สุดขององค์กรเป็นอย่างไร ศึกษาเครื่องมือหรือระบบที่ใช้ทำงานในแต่ละวัน

การทำการบ้านเล็กๆ น้อยๆ แค่นี้ เชื่อไหมว่า ช่วยให้ทำงานได้ราบรื่น คล่องตัว งานเสร็จไว ในแต่ละวันได้อย่างไม่น่าเชื่อ ในระยะยาว ยังช่วยให้เราก้าวได้เร็วขึ้น ในสเตปต่อๆ ไปของตำแหน่งงานที่ทำอีกต่างหาก

เจ้านายไม่เก่ง happy co workers work working space meeting office

คุยกับเพื่อนที่ทำงานบ้าง

คนเดียวหัวหาย สองคนเพื่อนตาย หลายคนยิ่งสบายขึ้น เข้าสังคมที่ทำงาน พูดคุยสับเพเหระกับคนในออฟฟิศเดียวกัน เช่น ถามไถ่สารทุกข์สุขดิบ สบายดีไหม กินข้าวหรือยัง เอาอะไรมากินมื้อกลางวัน มิตรภาพดีๆ ในที่ทำงาน เกิดขึ้นได้ การพูดคุยแลกเปลี่ยนยังเปิดมุมมองใหม่ๆ ในเรื่องการทำงาน หรือเรื่องอินไซต์น่าสนใจเกี่ยวกับงานที่เราทำ เป็นเชื้อเพลิงด้านข้อมูล ข้อเสนอแนะชั้นดีเลยล่ะ

มองหา “ตัวท็อป”

คุยกับคนที่ทำงานไปสักพัก คุณจะเริ่มรู้แล้วว่า ใครเป็นใคร คนนี้ถนัดเรื่องไหน ใครเก่งอะไร บางเรื่องเป็นทักษะที่จำเป็นต่อการทำงานของเรา เช่น สูตรการตลาดที่ได้ผลกับงานที่เราต้องทำ เล็งเป้าหมาย แล้วเข้าไปตีสนิทกับเพื่อนคนนั้นให้ได้มากที่สุด

ทำความเข้าใจทิปส์ข้อนี้กันนึดนึง ไม่ใช่ว่า ให้ไปตักตวงผลประโยชน์ สูบเลือดเนื้อจากคนอื่น แต่เข้าไปผูกมิตร ทำความรู้จักคนที่ฉลาดๆ เป็นหลักการคบคนทั่วไป ที่เขาว่า คบคนดีพากันไปทำเรื่องดีๆ น่ะ หรือถ้ารู้สึกว่า ค่อยๆ คบจะช้าไป ก็เข้าไปพูดกับเขาเลยตรงๆ ว่า สอนเรื่อง…. ให้หน่อยได้ไหม พูดดีๆ ยังไงก็เต็มใจช่วยอยู่แล้ว

ฝากไว้ให้คิด

เจ้านาย หรือ หัวหน้างาน เป็นปัจจัยสำคัญ ที่ชี้วัดเหมือนกันว่า คนที่ทำงานด้วยจะได้เรียนรู้ ฉลาดขึ้น ดีขึ้น หรือก้าวหน้าในหน้าที่การทำงานไหม แต่จะให้ด่วนตัดสินคน หรือไม่ให้โอกาสเจ้านายได้ปรับตัวเข้ากับเรา ก็ดูจะใจร้ายไป บางคนเพิ่งเคยเป็นหัวหน้าคน ลองเปิดใจคุยกันเลยก็ได้ว่า เราอยากได้การคุมงานแบบไหน ก็ดีเหมือนกัน

แต่ถ้าพยายามเข้าหาหัวหน้า แล้วรู้สึกว่า ไม่ได้ช่วยอะไร ร่ายข้อดีข้อเสียของการทำงานที่นี่ออกมาใส่กระดาษ แล้วชั่งน้ำหนักทบทวนว่า ควรอยู่ต่อ หรือไปหาโอกาสข้างหน้าที่แจ่มโสภากว่านี้

บทความอื่นๆที่น่าสนใจ

ของฟรี 10 เว็บสร้างเรซูเม่สวยดูแพง 

ทำอย่างไรถึงได้เป็นหุ้นส่วนของบริษัทตอนอายุแค่ 25 ปี 

อาชีพและการทำงาน เคล็ดลับการทำงาน