คำนวน “จุดคุ้มทุน” ได้ง่ายๆ และทำไมเสื้อผ้าราคาถูกจึงอาจกลายเป็นของแพง?

Share this article with other mums

ความจริงต่อไปนี้อาจทำให้คุณตะลึง: เสื้อผ้าราคาถูกที่ซื้อมาแท้จริงแล้วอาจไม่ได้ช่วยประหยัดเงินในกระเป๋า พิสูจน์ได้ด้วยการคำนวนจุดคุ้มทุน

ฉันเป็นคนหนึ่งที่ตกเป็นเหยื่อของสินค้าแฟชั่นที่ไปเร็วมาเร็วมาอย่างยาวนาน “เน้นที่ราคาถูกก่อนคุณภาพค่อยว่ากันทีหลัง” คือคติประจำใจ บ่อยครั้งที่ฉันมักเข้าไปเดินดูเสื้อผ้าที่ร้าน H&M หรือ Forever 21 เพื่อมองหาสินค้าลดราคา ความจริงแล้วปัญหาหลักกลับไม่ได้อยู่ที่แบรนด์ เพราะเสื้อผ้าตัวโปรดหลายๆชิ้นของฉันก็เป็นสินค้าที่ซื้อจากร้านแฟชั่นพวกนี้ นั่นทำให้ฉันได้บทเรียนที่ว่า เสื้อผ้าราคาถูกอาจไม่ได้มาพร้อมกับคุณภาพที่ดี

เพราะอะไรน่ะเหรอ? ก็เพราะว่าเราต้องคำนึงถึงปัจจัยสำคัญนั่นคือจำนวนครั้งที่สวมใส่เสื้อผ้าชิ้นนั้นๆ หรือที่เรียกว่าวิธีคำนวนจุดคุ้มทุนซึ่งคำนวนได้ง่ายกว่าที่คิด

จุดคุ้มทุน (CPW:Cost per Wear) = ราคาของเสื้อผ้าที่ซื้อมา/จำนวนวันที่สวมใส่จริง

คิดง่ายๆเช่น กางเกงยีนส์ราคาตัวละ 1,000 บาท อาจดูแพง แต่หากใส่ได้ถึง 100 ครั้ง ตกครั้งละ 10 บาทเท่านั้นซึ่งก็ดูคุ้มราคาที่จ่ายไป ในทางกลับกันหากซื้อกางเกงยีนส์ตัวละ 199 บาทแต่ใส่ได้แค่ 2-3 ครั้งก็ขาดยังไม่ทันคุ้มค่ากับเงินที่่จ่ายไป นั่นก็หมายความว่าเราซื้อของแพงเสียแล้วค่ะ

เพื่อเป็นตัวช่วยเตือนสติให้สาวๆ เลือกซื้อเสื้อผ้าที่มีคุณภาพคุ้มราคา มีข้อควรจำดังนี้

1. ซื้อแล้วจะได้ใส่ไหม?

บางครั้งเรามักซื้อเสื้อผ้าที่ไม่เหมาะกับตัวเองแต่แค่อยากได้เฉยๆ เช่นหากคุณชอบแต่งตัวสไตล์เสื้อยืดกางเกงยีนส์ซื้อชุดเดรสสุดเซ็กซี่กลับบ้านไปแล้วจะได้ใส่เมื่อไร

และอย่าใจสั่นไปกับป้ายลดราคา แม้ว่าแจ็กเก็ตหนังสีแดงแสนสวยจะติดป้าย “ลด 70%” แต่ถ้าสำรวจดูแล้วว่าไม่ใช่แนวการแต่งตัวของเราจริงๆก็ไม่ควรซื้อ

2. ตรวจสอบคุณภาพ

เสื้อผ้าสมัยนี้มักตัดเย็บด้วยวัสดุราคาถูก ทำให้ไม่ทนทานต่อการซักทำความสะอาดด้วยเครื่องซักผ้า จึงควรดูที่ป้ายคำแนะนำการดูแลรักษาก่อนว่าเนื้อผ้าทำจากอะไร และดูคำแนะนำในการซักทำความสะอาดว่าควรทำอย่างไร (หากเขียนคำว่า”ซักแห้งเท่านั้น”ก็ควรคิดให้หนัก”) และสุดท้ายจับดูว่าเนื้อผ้าเป็นอย่างไร ถ้าเนื้อผ้าหยาบ สัมผัสแล้วระคายเคืองผิว ก็เก็บเข้าชั้นแล้วโบกมือลามันเสีย

อย่าลืมตรวจดูตะเข็บเสื้อผ้าด้วย หากตะเข็บไม่เรียบร้อย เสื้อผ้าจะขาด ชำรุดง่าย

3. คิดก่อนซื้อ

หากฉันเจอของที่ชอบแต่ไม่ได้จำเป็นต้องใช้จริงๆ ฉันมักจะวางมันกลับไปที่ชั้นและกลับบ้านไปนั่งคิด นอนคิดก่อนว่าจะซื้อดีไหม ถ้าผ่านไป 2-3 วันแล้วยังคงอยากได้เสื้อตัวนั้นอยู่อีกค่อยกลับไปซื้อ

เราจะประหยัดเงินไปได้เยอะมากหากเลือกซื้อเสื้อผ้าที่มีคุณภาพและหยิบมาใส่ได้บ่อยจริงๆ ให้เวลาตัวเองได้คิดก่อนซื้อแทนที่จะซื้อเพราะอยากได้ เท่านี้ตู้เสื้อผ้าของคุณก็จะเต็มไปด้วยเสื้อผ้าสไตล์โปรดของคุณจริงๆ แล้วค่ะ

อ่าน: สุดยอด 5 กระเป๋าแบรนด์หรูมูลค่าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ขายต่อแล้วได้ราคาสูงกว่าเดิม

ไลฟ์สไตล์ แฟชั่นและความงาม