Cryptocurrency คืออะไร ประโยชน์ขั้นพื้นฐานมีอะไรบ้าง

Share this article with other mums

เคลียร์ชัดๆ คริปโตเคอร์เรนซี ที่เรียกแสนยาก คืออะไรกัน

ทุกวันนี้ไม่มีใครไม่รู้จัก Cryptocurrency (คริปโตเคอร์เรนซี) หรือ เงินดิจิตอลแล้ว อย่างน้อยก็ต้องเคยได้ยินคำว่า เงินดิจิตอลๆ ผ่านหูกันบ้าง แต่ทราบกันจริงๆ ไหมว่า Cryptocurrency คืออะไร ใช้ที่ไหน ใช้กับใคร หรือใช้อย่างไร ซึ่งต่อไปนี้ในบทความจะขอเรียกเพียง เงินดิจิตอล จะได้ไม่สับสน

Cryptocurrency คืออะไร

หลายเว็บไซต์หรือแหล่งข้อมูลให้นิยาม Cryptocurrency หลากหลาย และเข้าใจยาก เพราะใช้ศัพท์เทคนิคลึกล้ำ ซึ่งถ้าไม่มีความรู้พื้นฐานเรื่องเทคโนโลยี การเงิน หรือดิจิตอลเลย ก็ไม่ต้องแปลกใจ มาเรียนรู้ไปพร้อมๆ กับ Asian Money Guide กัน

นิยามจากสารานุกรมการลงทุนออนไลน์ Investopedia บอกไว้ว่า

“คริปโตเคอร์เรนซี คือ สกุลเงินดิจิตอล หรือ สกุลเงินเสมือนจริง ที่ใช้การเข้ารหัสเพื่อความปลอดภัย การเข้ารหัสแบบนี้นี่เองที่ทำให้ยากที่จะปลอมแปลงสกุลเงินดิจิตอลขึ้นมา คุณลักษณะของ คริปโตเคอร์เรนซี ที่ดึงดูดใจหรือผู้คนชื่นชอบคือ ธรรมชาติของสกุลเงินประเภทนี้ ที่ไม่ได้มาจากหน่วยงานกลางที่ไหนเลย ทำให้รัฐบาลของประเทศไม่สามารถเข้ามาแทรกแซงหรือควบคุมการดำเนินการของเงินประเภทนี้ได้”

การแจ้งเกิดครั้งแรกของเงินดิจิตอล

เงินดิจิตอล เป็นที่รู้จักกันในวงกว้าง ในหมู่ประชาชนคนทั่วไป เพราะ Bitcoin (บิตคอยน์) ซึ่งเงินดิจิตอลสกุลหนึ่ง

บิตคอยน์ เปิดตัวครั้งแรกในปี 2009 โดย ซะโตะชิ นะกะโมะโตะ ซึ่งเป็นนามแฝงของบุคคลหรือกลุ่มคนที่ดำเนินกิจการบิตคอยน์ ตามข้อมูลบันทึกล่าสุด พฤษภาคม 2018 มีเงินบิตคอยน์หมุนเวียนในตลาดเงินดิจิตอลมากกว่า 17 ล้านบิตคอยน์ จากมูลค่าทั้งหมด 140,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ชื่อเสียงของบิตคอยน์ ทำให้นักลงทุนกล้าเสี่ยงกระโจนเข้ามาลงเงิน เพื่อหวังโอกาสการเข้าสู่ตลาดเป็นเจ้าแรกๆ บิตคอยน์ก็เลยยิ่งประสบความสำเร็จมากขึ้นไปอีก ไม่มากก็น้อย วงการเงินดิจิตอลเลยมีสกุลเงินหน้าใหม่ๆ เกิดขึ้นมา เช่น Litecoin, Namecoin PPCoin และอีกมากมายเต็มไปหมด

คนทั่วไปได้ประโยชน์อะไรจากการใช้เงินดิจิตอล

พื้นฐานของเงินดิจิตอล คือเงินที่จับต้องไม่ได้จริงๆ อยู่ในระบบตลอดเวลา ระบบที่ว่านี้คือระบบรับส่งเงินไปมา ที่ใช้เทคโนโลยี Blockchain (บล็อกเชน) ซึ่งจะแนะนำในบทความต่อไป เงินดิจิตอลช่วยให้การโอนทรัพย์สินไปมาระหว่างสองฝ่ายเป้นเรื่องง่ายขึ้นกว่าเดิมมาก โดยที่การทำธุรกรรมแต่ละขั้นตอน จะมีการใช้รหัสตลอด จึงมั่นใจได้ในความปลอดภัยที่สูงมาก

เมื่อธุรกรรมทำผ่านระบบ ไม่ต้องมีคนกลาง หรือแรงงานมาดำเนินการให้ ก็ทำให้ค่าธรรมเนียมการดำเนินการลดลงมาก เหมาะอย่างมากสำหรับคนหรือบริษัทห้างร้านที่ต้องโอนเงินรับเงินไปมาบ่อยๆ

เหรียญมีสองด้าน

อย่างไรก็ดี เงินดิจิตอล เป็นสิ่งเสมือนจริง นั่นแปลว่า จับต้องไม่ได้ และไม่มีคลังเก็บข้อมูลกลาง ดังนั้น บัญชีเงินดิจิตอลที่สั่งสมซื้อหาเก็บกันมา ก็อาจจะหายวับเพียงชั่วพริบตา ถ้าระบบคอมพิวเตอร์ล่มแล้วไม่มีการก้อปปี้ประวัติการทำธุรกรรมเอาไว้

นอกจากนี้ ราคาของเงินดิจิตอลยังขึ้นอยู่กับความต้องการเงิน (อุปสงค์ = demand) และจำนวนเงินที่มีอยู่ในตลาด (อุปทาน = supply) ราคาแลกเปลี่ยนเงินดิจิตอลก็เลยผันผวนพรวดพราดแบบน่าตกใจได้

ด้วยความนิรนามนามแฝง ความสามารถที่จะไม่เปิดเผยตัวตนของเงินดิจิตอล และผู้ถือเงินประเภทนี้ ทำให้ถูกจับตามองว่า อาจเป็นที่ใช้ทำธุรกรรมมิชอบ เช่น ฟอกเงิน เลี่ยงภาษี

ข้อสุดท้ายสำคัญสุด ต่อให้เงินดิจิตอลมีระบบการเข้ารหัสอย่างแน่นหนา แต่โลกนี้ก็มีทั้งนักไอทีคนดี และไอทีสายมืด หรือที่เรียกกันว่า แฮกเกอร์ ที่ทใช้ความสามารถของตัวเองเจาะเข้าระบบ อาทิ บิตคอยน์ ก็โดนแฮกเข้าไปขโมยทรัพย์มาแล้ว ไม่ต่ำกว่า 40 ครั้ง สูญเงินตั้งแต่ระดับจิ๊บๆ ไปจนถึงมูลค่ากว่า 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

แต่ถึงอย่างนั้น ผู้คนจำนวนไม่น้อยเลย ก็ยังเชื่อมั่นในเงินดิจิตอล ว่ามีอนาคต ช่วยรักษามูลค่าของทรัพย์สิน ช่วยให้การแลกเปลี่ยนทรัพย์สะดวกขึ้น ทดแทนการพกพาเงินสด และที่สำคัญมาก ไม่ถูกแทรกแซงโดยธนาคารกลาง และรัฐบาลใดๆ บนโลกใบนี้ นั่นเอง

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

สูตร 50/20/30 จัดการรายรับรายจ่ายอย่างโปร 

การลงทุน คริปโตเคอเรนซี่และฟินเทค